bayan escort görükle escort
bayan escort görükle escort bayan
bayan escort bayan escort bayan bayan escort bayan escort bayan escort alanya escort bayan antalya escort eskişehir escort mersin escort alanya escort bayan bodrum escort bayan havalimanı transfer
kaçak iddaa oyna kaçak bahis yap illegal iddaa siteleri illegal bahis oyna illegal bahis şirketleri bahis siteleri
บริษัท อิมเมจ พลัส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด

การสร้างสรรค์คุณค่าธุรกิจคู่สังคม (Creating shared value : CSV)

10735 ผู้เข้าชม    

 

1. ความหมาย

          การสร้างสรรค์คุณค่าธุรกิจคู่สังคม (Creating shared value: CSV) หมายถึง การสร้างสรรค์คุณค่าจากการดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ต่อทั้งส่วนธุรกิจและร่วมจัดการแก้ไขปัญหาสังคม

          จากการศึกษาของ Porter & Kramerค้นพบว่า CSV นั้น สามารถจะพัฒนาขึ้นได้จากการดำเนินงานของธุรกิจใน 3 พื้นที่ คือ (1) การทบทวนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลิตภัณฑ์และการตลาด (Reconceiving Products & Markets) (2) การปรับการนิยามความหมายว่าด้วยการจัดการผลิตภาพในเครือข่ายห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ (Redefining Productivity in Value Chains) และ (3) การร่วมกันขับเคลื่อนคลัสเตอร์ว่าด้วยการพัฒนาท้องถิ่น (Enabling Local Cluster Development)

 

 

2. การรณรงค์และการสร้างมาตรการ

          เพื่อเป็นการทำความเข้าใจในแนวคิดว่าด้วย CSV ในที่นี้ จะขอยกตัวอย่างของการสร้างสรรค์คุณค่าร่วมระหว่างองค์กรธุรกิจกับการจัดการปัญหาสังคม/ ชุมชนที่เป็น Unmet Needs ที่เป็นการพัฒนาทั้ง 3 พื้นที่ของการบริหารจัดการธุรกิจ ดังนี้

          ตัวอย่างของการพัฒนางาน CSR projects ซึ่งเป็นงานจัดการคุณภาพน้ำขุมเหมืองที่ปิดกิจการไปแล้ว ตามเกณฑ์มาตรฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศสหภาพอาฟริกาใต้ ที่เมือง Mpumalanga ของบริษัท AngloAmerican (รูปที่ 2.1) บริษัทฯ เห็นว่า เทศบาลของเมืองกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำดิบเพื่อรองรับการผลิตน้ำประปาของเมือง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง เป็นเหตุให้เทศบาลจะต้องศึกษาความเป็นไปได้ที่จะจัดหาน้ำดิบมาผลิตประปารองรับการบริโภคอุปโภคของประชาชนในเมือง บริษัทฯ จึงปรับปรุงคุณภาพน้ำที่จัดการดูแลอยู่ให้เป็นไปตามคุณภาพของน้ำดิบเพื่อการประปา และสามารถขายเป็นน้ำดิบให้กับการประปาของเมือง Mpumalanga ได้สำเร็จ เป็นการเปลี่ยนจากการจัดการน้ำขุมเหมืองแบบจัดการควบคุมน้ำเสีย ตามมาตรฐานงานสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นงานรายจ่าย ให้เป็นน้ำดิบเพื่อการผลิตประปา เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และเป็นงานสร้างรายได้ให้กับบริษัท ที่หมายถึงว่า ผลผลิตน้ำดิบที่มีมากขึ้น นั่นหมายถึง ความสามารถของเทศบาลที่จะรองรับต่อการจัดการปัญหาประปาจะมีมากขึ้น (หรือโอกาสของปัญหาที่จะเกิดขึ้นจะมีน้อยลงนั่นเอง) กรณีนี้เป็นตัวอย่างของการสร้างคุณค่าร่วมของธุรกิจกับสังคมในพื้นที่ของการทบทวนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลิตภัณฑ์และการตลาด

 

รูปที่ 2.1 การอธิบายผลการดำเนินงาน CSR ของ บริษัท AngloAmerican

 

          กรณีของการพัฒนาผลิตภาพตามห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ มีตัวอย่างของการดำเนินงานตามโครงการ World Class Supplier ของบริษัท BHP Billiton(รูปที่ 2.2) ที่พัฒนาศักยภาพและทักษะของธุรกิจการสนับสนุน (Suppliersor Contractors) ในชิลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีทรัพยากรเหมืองแร่เป็นเศรษฐกิจแขนงใหญ่ มีบริษัทรัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบงานในด้านนี้โดยตรง แต่มีธุรกิจรับเหมางานสนับสนุนทั่วไปเป็นจำนวนมาก ที่มีประสบการณ์การทำงานมายาวนาน แต่ขาดการพัฒนาศักยภาพและทักษะให้เป็นผู้ประกอบการกิจการเหมืองแร่ที่มีมาตรฐาน BHP ตั้งประเด็นเชิงยุทธฺศาสตร์เพื่อร่วมพัฒนาความสามารถในการทำงาน โดยชักชวนผู้รับเหมาในสัญญาของบริษัทฯ ว่า ในอนาคตที่จะถึงในปี 2020 เศรษฐกิจของโลกที่พัฒนาขยายตัวออกไป จะทำให้ตลาดมีความต้องการสินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งจะต้องใช้ทรัพยากรแร่ธาตุต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นตามไป ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะต้องมีความสามารถและศักยภาพในวิชาชีพที่สูงขึ้นมากกว่าเดิม อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการบริหารจัดการที่จะต้องแม่นยำ และใส่ใจต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คาดการณ์กันว่า ในปี 2020อุตสาหกรรมเหมืองแร่ จะมีความต้องการผู้ประกอบการในระดับ World Class ประมาณ 250 ราย ในขณะที่ในปัจจุบันที่ผู้ประกอบการ/ ผู้รับเหมาทั่วไป ที่มีความสามารถในระดับต้นที่เป็นเพียง Simple User/ Adaptor ประมาณ 4,000 กว่าราย ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเป็นนวัตกร (Innovator) และการคิดไปยังอนาคตข้างหน้าต่อไปอีก

          ด้วยเหตุดังกล่าว BHP จึงลงทุนดำเนินงานตามโครงการ World Class Suppliers ด้วยการพัฒนาความรู้ และทักษะให้กับพนักงานของผู้รับเหมา ในวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลให้มีผู้รับเหมาในกิจการสนับสนุนของชิลีสามารถยกระดับขีดความสามารถที่จะเป็นผู้รับเหผู้รับเหมามางานในระหว่างประเทศได้จำนวน 36 ราย และส่งผลให้สามารถสร้างรายได้จากการรับเหมางานใหม่ ๆ จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นรายได้นำเข้าให้กับเศรษฐกิจของชิลีและรองรับครอบครัวของแรงงานของบริษัทเหล่านั้นที่มีอยู่มากถึง 5,000 คน ในขณะเดียวกัน ผลจากความสามารถของพนักงาน/ ลูกจ้างของผู้รับเหมาที่ผ่านการอบรมในโครงการนี้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการร่วมงานของ BHP ทำให้ BHP สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมแก้ไขงาน (อันเนื่องมาจากการขาดทักษะของคนงาน) ลงไปประมาณ 121 ล้านเหรียญสหรัฐโดยเปรียบเทียบ

 

รูปที่ 2.2 การอธิบายผลการดำเนินงาน CSR ของ บริษัท BHP Billiton

 

          สำหรับกรณีของการพัฒนาคุณค่าร่วมในพื้นที่ของการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ว่าด้วยการพัฒนาท้องถิ่น นั้นที่จะเห็นเป็นตัวอย่างได้จากกรณีการดำเนินงานตามโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งไปดำเนินงานกิจกรรมต่าง ๆ ตามแผนงานว่าด้วยกิจการเพื่อสังคมในพื้นที่ใต้/ ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นพื้นที่ที่มีการรอนสิทธิและห้ามไม่ให้มีการประกอบการในกิจการบางประเภท (ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้าง) แต่ในกรณีตามโครงการนี้ จะส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เข้าไปใช้ประโยชน์ เป็นที่ทำกิน ในกิจกรรมบางประเภท ยกตัวอย่างในพื้นที่บ้านโคกสยา ตำบลปะลุรู อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ที่มีชุมชนเข้าร่วมโครงการ 270 ครัวเรือน มีการส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงไก่ และแพะ ฯลฯ ให้ใช้พื้นที่ใต้แนวสายส่ง ตามความยาวจำนวน 30 Span โดยมีชุมชนที่ร่วมโครงการในส่วนนี้ 10 ครัวเรือน (รูปที่ 2.3)

          จากการสำรวจข้อมูล พบว่า เฉพาะชุมชนที่ใช้พื้นที่ใต้แนวสายส่งประกอบกิจการและเฉพาะรายได้จากการปลูกมันสำปะหลัง มีรายได้จากการขายมันสำปะหลัง 10,000 บาท/ เดือน หรือเปรียบเทียบได้เป็น 50%ของรายได้ครัวเรือนโดยประมาณ (คิดจากชุมชน 1 รายเท่ากับ 1 ครัวเรือน ในขณะที่รายได้ครัวเรือนโดยเฉลี่ย คิดจากตัวเลขของรายได้เฉลี่ยของคนนราธิวาสจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2558 ที่มีรายได้ 19,890 บาท/ เดือน/ ครัวเรือน) ในขณะเดียวกันในประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ได้รับจากความสำเร็จของการดำเนินงานนี้ คือ การที่มีชุมชนจำนวน 10 รายนี้ ใช้พื้นที่นี้เป็นที่ทำกินต่อเนื่องไปเสมือนหนึ่งได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเหตุ ไม่ให้ผู้ก่อการร้ายเข้าไปทำลายเสาไฟฟ้าแรงสูงจำนวน 30 ต้นซึ่งเป็นเรื่องที่ กฟผ. เคยประสบเหตุในลักษณะนี้มาก่อนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูระบบมากถึง 1 ล้านบาทต่อเสาไฟฟ้าแรงสูง 1 ต้น ยังไม่ได้รวมค่าเสียหายการจ่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าภูมิภาคไม่ได้ และไม่ได้คิดค่าเสียหายของระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่เสียหายไปจากไฟฟ้าดับในช่วงเวลานั้น

 

รูปที่ 2.3 การอธิบายผลการดำเนินงาน CSR ของ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

 

          ตัวอย่างในกรณีของคุณค่าของกิจกรรม CSR Project ของกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ด้านหนึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ มากน้อยแตกต่างกันไปตามการร่วมงาน/ กิจกรรม แต่ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนเป็นอย่างยิ่ง อีกด้านหนึ่งก็เป็นผลที่สะท้อนกลับไปยังผลพลอยได้ที่ กฟผ. จะได้รับจากการเฝ้าระวังไม่ให้มีเหตุที่เกิดความเสียหายต่อระบบส่ง ซึ่งเป็นกิจการสำคัญหนึ่งของ กฟผ. (แม้จะไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งก็ตาม)

 

3. แนวคิดและทฤษฎี

          Porter & Kramer ได้พัฒนาแนวคิดว่าด้วยการทำงานแบบสร้างสรรค์คุณค่าร่วม ต่อเนื่องมาตามลำดับตั้งแต่ทั้งสองได้นำเสนอบทความเรื่อง The Competitive Advantage of Corporate Philanthropy เมื่อปี 2002 ซึ่งเป็นการนำเสนอให้กิจการเอกชนทบทวนและเพิ่มเติมความสำคัญในการใช้จ่ายเงินเพื่อการบริจาค/ให้/ ช่วยเหลือสังคมว่าเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์ต่อทั้งผู้ได้รับการช่วยเหลือและผู้ให้การช่วยเหลือได้อย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งการแก้ไขปัญหาสังคมและแท้ที่จริงกิจการเอกชนก็ได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานเหล่านั้นไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม และ Strategic Corporate Social Responsibility เมื่อปี 2006ซึ่งเป็นบทความที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ให้นำเอาเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมนี้มาสร้างเป็นความสามารถทางการแข่งขันทางธุรกิจขององค์กร CSV ที่ Porter & Kramerนำเสนอในปี 2011 ก็พัฒนาต่อเนื่องไปจากบทความทั้งสองเรื่องนี้ ด้วยการชี้ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การดำเนินงานธุรกิจสมัยใหม่ ที่ตั้งอยู่บนฐาน (1) Social Needs - Unmet Needs การจัดการแก้ไขปัญหาสังคมที่มีอยู่ โดยเฉพาะปัญหาที่ถูกละทิ้ง ละเลย จากรัฐ ธุรกิจ และความสามารถขององค์กรภาคประชาสังคมก็ไม่มีความสามารถที่เพียงพอ (2) Corporate Assets and Expertise- เป็นการนำเอาทรัพยากรและความสามารถของกิจการบริษัทไปร่วมสนับสนุนต่อการจัดการปัญหานั้น ๆ และ (3) Business Opportunities & Challenges – เป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ อันเนื่องมาจากการดำเนินงานตาม (1) และ (2)  (รูปที่ 2.4) ได้สร้างโอกาสและความท้าทายต่อการจัดการธุรกิจ และด้วยลักษณะของความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นธุรกิจนี้ เมื่อธุรกิจขยายตัวออกไปจะเท่ากับว่า ปัญหาของสังคมในเรื่องนั้น ๆ จะถูกจัดการแก้ไขมากขึ้นตามไปด้วย

 

รูปที่ 2.4 ยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ของ Porter & Kramer

 

          จากการอธิบายข้างต้น จะเห็นได้ว่า องค์กรภาคธุรกิจจะเลือกนำเอาแนวคิด CSV ไปใช้ประกอบการบริหารทั้งในระดับผลิตภัณฑ์/ บริการ (Products/ Services) การบริหารจัดการงานปรับปรุงผลิตภาพ (Productivity) และการบริหารจัดการเพื่อให้ธุรกิจกับชุมชน/ ท้องถิ่นสามารถพัฒนาความเป็นอยู่ร่วมกันได้ (Cluster Development) ในเรื่องนี้ Porter & Kramerได้ย้ำว่า เรื่องของ CSV เป็นการบริหารจัดการที่สามารถเลือกใช้เป็น Business Strategyทั้งในระดับองค์กรและระดับนโยบาย โดยในระดับองค์กร ที่มีการนำเอาแนวคิดนี้ไปปรับใช้ เช่น Nestle’ และในกิจการอุตสาหกรรมประเภทพลังงาน ก็จะมี Enel (ของอิตาลี) เป็นต้นสำหรับในระดับนโยบาย มีอุตสาหกรรมหลายสาขาได้ร่วมกันรณรงค์ให้มีการดำเนินงานตามแนวคิด CSVไปแล้วเช่น อุตสาหกรรมธนาคาร การเงิน - ประกันชีวิต/ อุตสาหกรรมขุดเจาะ สำรวจและเหมืองแร่/ อุตสาหกรรมยา/ สุขภาพ/ ที่อยู่อาศัย/ การศึกษา/ การจัดการน้ำ และมีเครือข่ายรณรงค์ในระดับภูมิภาคทั้งในนิวยอร์ค/ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อินเดีย ชิลี และสหภาพอาฟริกาใต้

 

4. การอธิบายผลผลิตและผลลัพธ์

                ผลผลิตและผลลัพธ์ของการดำเนินงานตามการดำเนินงานแบบ CSVจะอธิบายตามหลักของการวัดผลลัพธ์แบบ Result- based evaluation ซึ่งจะอธิบายค่าความหมายในเชิงคุณค่าได้ทั้งการแก้ไขปัญหาสังคม และการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ เป็นการสื่อแทนความหมายได้ว่า ธุรกิจยิ่งขยายตัวออกไปก็ย่อมสามารถแก้ไขปัญหาสังคมนั้น ๆ ลดลงไปพร้อม ๆ กัน

 

 

 

รวบรวมเรียบเรียงโดย :CSR Communication Department

0.00 บาท